มูลนิธิศูนย์พัฒนาเด็กคลองจั่น

ประวัติและการดำเนินงานของศูนย์บริการชุมชนคลองจั่น
จาก.... อดีต - จนถึงปัจจุบัน
โดย.....เอกมงคล ปัญญาไว
 

            เป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่อยากจะเขียนและบันทึกไว้เพื่อให้คนรุ่นหลัง ได้รับรู้รับทราบว่ากว่าจะมาเป็นศูนย์บริการชุมชนคลองจั่น และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนคลองจั่น นั้นได้ผ่านกระบวนการ ผ่านอุปสรรคมาหนักหนาพอสมควรกว่า ๓๐ ปี ที่ผู้เขียนได้อยู่ติดผูกพันกับองค์กรนี้มาโดยตลอดก็คงจะเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วผู้ที่กำลังทำอยู่ และกำลังทำต่อไป และผู้ที่ได้ทำแล้วและบางท่านก็ไปสบายแล้ว ก็มีหลายต่อหลายคนซึ่งผู้เขียนคงจะต้องขออนุญาตเอ่ยนามพวกท่านเหล่านั้นบ้าง ในข้อเขียนฉบับนี้ แต่ก็ต้องออกตัวก่อนว่าผู้เขียนเองนั้นก็คงจะเขียน เฉพาะแรกเริ่มที่ผู้เขียนได้เข้ามาทำงานกับองค์กรนี้เท่านั้นซึ่งก่อนหน้านั้น ยังมีประวัติศาสตร์อีกหลายภาคทีเดียว 

       ศูนย์บริการชุมชนคลองจั่น แต่เดิมเรียกว่า "ศูนย์ชุมชนคลองจั่น" ยังไม่มี คำว่า บริการ กำกับดูแลโดยกองบริการชุมชน กรมประชาสงเคราะห์(เดิม) น่าเสียดายชื่อกรมนี้มาก คำว่ากรมประชาสงเคราะห์ ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ฟังแล้วได้ความรู้สึกที่ดีมาก กล่าวคือความหมายเหมือนกับว่า มีการสงเคราะห์ระหว่างกัน ระหว่างภาครัฐ กับประชาชน ตั้งแต่มีการปฏิรูประบอบราชการ ชื่อนี้ก็หายไปปรับเปลี่ยนมาเป็น "กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ"  แรกๆ ขึ้นกับกระทรวงแรงงาน แต่ตอนนี้มาขึ้นกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นับเป็นกระทรวงที่มีชื่อยาวที่สุดก็ว่าได้ วกกลับมาว่าด้วยเรื่องของศูนย์ชุมชนคลองจั่นกันต่อครับ แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่จะมีศูนย์นี้ (อ้าวลืมบอกไว้ก่อนว่าศูนย์ฯ ลักษณะนี้มีเพียง ๔ แห่งเท่านั้น คือ ศูนย์ชุมชนคลองจั่น ดินแดง  ห้วยขวาง และคลองเตย เท่านั้น)  ศูนย์ฯ เหล่านี้ขึ้นกับสำนักงานอาคารสงเคราะห์  กรมประชาสงเคราะห์ สำนักงานอาคารสงเคราะห์ตอนนั้นก็มีหน้าที่ในการปลูกบ้านสร้างบ้านให้ข้าราชการ และประชาชนได้พักอาศัยแบบเช่าระยะยาว ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการจัดตั้งการเคหะแห่งชาติ โครงการแรกเท่าที่ผู้เขียนพอจะจดจำได้ก็คืออาคารสงเคราะห์ข้างสนามม้านางเลิ้ง เป็นบ้านแฝดที่ติดกับทางรถไฟตลอดแนวสนามม้าจนไปถึงแยกวังสวนจิตรฯ ตอนนี้ก็ยังอยู่นะ หลังจากนั้นมาก็มีการสร้างอาคารลักษณะนี้ขึ้นมาอีกหลายแห่ง เช่นที่ ห้วยขวาง  ดินแดง  คลองเตย  บ่อนไก่  และคลองจั่นเป็นต้น   เมื่อสำนักงานอาคารสงเคราะห์ไปสร้างอาคารสงเคราะห์ในย่านใด เมื่อมีผู้เข้าพักอาศัย ทางสำนักงานอาคารสงเคราะห์ก็จะจัดตั้งศูนย์ชุมชนนั้นๆ ขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนที่พักอาศัยในอาคารสงเคราะห์เหล่านั้นได้ จัดตั้งและเลือกตั้งคณะกรรมการศูนย์ชุมชน ขึ้นมากำกับดูแลชุมชนของตนเอง ระยะแรกๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของกรมมานั่งเป็นหัวหน้าศูนย์บริการชุมชน และยังมีเจ้าหน้าที่ธุรการอีกอย่างน้อย ๒ - ๓ คน ก็แล้วแต่จะเป็นศูนย์เล็กหรือศูนย์ใหญ่ อาคารสถานที่ก็จะใช้สำนักงานขายเดิมของอาคารสงเคราะห์เหล่านั้นแหละเป็นสำนักงานศูนย์  ก็คงมีแนวคิดแบบปัจจุบันคือ เมื่อสร้างแล้วขายแล้ว ให้เช่าหมดแล้ว ส่วนราชการก็สร้างเป็นเหมือนสำนักงานกรรมการชุมชน หรือกรรมการหมู่บ้านทิ้งไว้ให้เพื่อคอยดูแลจัดการกันเองในชุมชน โดยให้คนในชุมชนมาเป็นสมาชิกและสมาชิกก็คัดเลือกกรรมการมาบริหารศูนย์กันเอง ก็นับเป็นแนวคิดที่ดีอยู่จนถึงปัจจุบัน  ศูนย์คลองจั่นแต่เดิมอยู่ที่อาคารทรงไทย ๓ หลัง ที่อยู่ในสำนักงานการเคหะแห่งชาติในปัจจุบัน ทุกวันนี้อาคารดังกล่าวก็ยังอยู่ แต่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ตอนนั้นผู้เขียนเองยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในชุมชนแห่งนี้เสียด้วยซ้ำไป   เอาละทีนี้เรามาลำดับกันถึงศูนย์ชุมชนคลองจั่นล้วนๆ ก็แล้วกันเพื่อจะได้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น ในขณะนั้นเท่าที่ผู้เขียนจำได้ว่ามีกลุ่มของ คุณประชา จารุเสถียร ซึ่งเป็นน้องชาย ท่านจอมพลประภาส  จารุเสถียร เป็นประธานศูนย์(ขณะนั้นอยู่ในยุคของประภาส-ถนอม-ณรงค์  ครองเมือง) โดยมี เรือโทยูเนียน  แพทย์ประทุม เป็นเลขานุการศูนย์ (เสียชีวิตไปนานแล้ว)  ก็ถือว่าเป็นตัวตั้งตัวตีคนหนึ่งเพราะขณะนั้น เรือโทยูเนียน ท่านเป็นทหารเรือนอกราชการ และทำธุรกิจเกี่ยวกับจัด ยามรักษาความปลอดภัยในชุมชน และรับเหมาดูแลชุมชน โดยรับงานจากการเคหะแห่งชาติ และยังเป็นนักการเมืองท้องถิ่นอีกด้วย คือ เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ตอนนั้นเรียกกันว่า ส.ส.กทม.(ปัจจุบันเรียกว่า สก.) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์  สมัยคุณธรรมนูญ  เทียนเงิน เป็นผู้ว่า กทม.    ช่วงปลายสมัยของคุณประชา  จารุเสถียร เป็นประธานศูนย์ฯ  ศูนย์คลองจั่นนี้แหละที่อยู่อาคารทรงไทย หลังที่ 1 ก็ถูกการเคหะแห่งชาติ (ตอนนั้นมีการจัดตั้งการเคหะแล้วนะ) ขอคืนอาคารเพื่อนำไปเป็นสำนักงานการเคหะแห่งชาติ แล้วการเคหะก็ใจดีได้ให้ศูนย์ชุมชนคลองจั่น ย้ายมาอยู่ที่ห้องเล็กๆ หน้ากว้างประมาณไม่เกิน ๕ เมตร ยาวเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวใกล้กับอาคารเรือนกระจกที่ทุบทิ้งไปแล้ว ติดกับโรงอาหารการเคหะเดิมนั่นแหละ คับแคบน่าดู ตอนนั้นมี คุณวรรลดา  เชี่ยวสกุล เป็นหัวหน้าศูนย์  ศูนย์คลองจั่นนอกจากจะเป็นศูนย์ชุมชนแล้ว สำนักงานก็จัดให้เป็นห้องสมุดด้วยนะ ในขณะที่คณะกรรมการชุดของคุณประชา จะครบวาระลง ผู้เขียนก็มาอยู่ในเคหะชุมชนส่วนแฟลตคลองจั่นแล้วหลายปี และก็เป็นกรรมการชุมชนด้วย(เรียกกันว่ากรรมการแฟลต) ผู้เขียนก็มีโอกาสรู้จักมักคุ้นกับ เรือโทยูเนียน และเคยจัดงานร่วมกันหลายครั้ง เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ ฟุตบอลสงกรานต์บางกะปิ (หรือที่เรียกกันติดปากว่า บางกะปิคัพ)  พอจะมีการเลือกตั้งกรรมการศูนย์ชุมชนคลองจั่น ชุดใหม่ เรือโทยูเนียน แพทย์ประทุม ก็มาชักชวนผู้เขียน ให้เข้าร่วมทีม ช่วงแรกเราแบ่งโควต้ากรรมการ กันดังนี้  สูตร ๗  คูณ ๓ = ๒๑  กรรมการทั้งหมดมีได้ ๒๑ คน ในส่วนแฟลตได้มอบหมายให้ผู้เขียนไปตั้งทีมและคัดคนมา ๗ คน  หมู่บ้านการ์เด้นท์อพาตเม้นท์ ๗ คน โดยมอบหมายให้ พ.อ.นิพนธ์  กฤษณะเกษตร (เสียชีวิตไปนานแล้ว) เป็นหัวหน้าทีม ในส่วนหมู่บ้านเก่า(ตรงข้ามการเคหะ+อาคารสงเคราะห์คลองจั่น) เรือโทยูเนียน เป็นหัวหน้าทีม ลงสมัครแข่งขันเป็นกรรมการศูนย์ชุมชนคลองจั่น ก็ได้รับคัดเลือกตามประสงค์(แต่ก็มีการแข่งขันกันพอสมควร) แล้วในกลุ่มก็ยกให้ พ.อ.นิพนธ์  กฤษณะเกษตร เป็นประธานศูนย์ เรือโทยูเนียน เป็นเลขานุการศูนย์ ผู้เขียนเป็นลูกน้องของคุณยูเนียน เป็นผู้ช่วยเลขานุการศูนย์ ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงนั้นทางศูนย์เรามีบทบาทในชุมชนมากโขทีเดียว เพราะเรือโทยูเนียน ท่านขยันขันแข็ง เข้มแข็ง เป็นนักต่อสู้ตัวยง และตอนนั้นธุรกิจของท่านก็ได้เข้ามาประมูลดูแลรักษา สวนพฤกษชาติคลองจั่นด้วย ทุกเย็นหลังกลับจากที่ทำงานพวกเราก็จะมานั่งอยู่ที่ร้านอาหารไม่มีชื่อ ที่ติดกับเรือนกระจกหลังสวนพฤกษ์ ใกล้กับออฟฟิศ เรือโทยูเนียน นั่นแหละดื่มกินกันอยู่ตรงนั่นแหละ(บ้างก็บอกว่าสุมหัวกันทุกวัน) โดยมีท่านยูเนียนนี่แหละคอยจ่ายตังค์ให้ ตอนนั้นพวกเราจนๆ ทั้งนั้น เรือโทยูเนียน ท่านได้อบรมสั่งสอนวิธีการทำงาน ซึ่งงานในด้านเอกสาร ท่านเก่งมากๆ ไม่ว่าจะเป็นงาน การเขียนจดหมาย เขียนโครงการ เขียนบันทึกประชุม ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะงานพิมพ์ดีด ตัวเดียวก็ไม่ให้ผิด และการทำงานแบบท่านคือทำงานมาก ใจถึง กล้าคิด กล้าทำ กล้าพูด กล้าด่า บางครั้งติดออกไปทางหยาบๆ เหมือนกัน รักๆ จริง เกลียดๆ จริง ผู้เขียนกว่าจะถูกเรือโทยูเนียน ครอบครูให้ก็เกือบท้อเหมือนกัน แต่ก็ได้ความรู้จากท่านเยอะวิธีทำงานเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สำหรับบุคคลผู้นี้ เคยขัดใจกันก็บ่อยครั้ง ตบโต๊ะใส่กันก็เคย อ้าว..เกือบลืมชื่อสมาชิก ๗ คนแรกในส่วนแฟลต ที่คัดเลือกไปเป็นกรรมการศูนย์ ชุดนั้น ก็มี (๑)คุณเฉลิมพล อินทรมูล(๒)คุณเฉลิม จั่นระยับ(๓)คุณชุมพล โยธะกา (๔)คุณยุพดี สาทิสสะรัตน์ (๕)ว่าที่ ร.ต.ธนัย บุณยะกลัมพ (๖)คุณมาโนช มานหมัด (๗)ก็คือผู้เขียนเอง ในสายของหมู่บ้านการ์เด้นท์ ก็คงต้องไปถาม ป๋าสงวน เปรมประภา และป้าพูนสุข เทียมทอง ดูจากการบริหารงานศูนย์ฯ ในระยะเริ่มแรกก็ถือว่าเป็นช่วงที่ฟิตมากๆ ทำกิจกรรมเยอะ ขัดแย้งกับการเคหะก็เยอะเหมือนกัน เป็นกรรมการศูนย์มายังไม่ครบเทอม เลขากับท่านประธานเริ่มขัดกัน ระหว่าง ท่านยูเนียน กับ พ.อ.นิพนธ์  และแล้วก็ไปกันไม่ได้ พ.อ.นิพนธ์ ก็บอกลาออกไป ก็มีการเลื่อน เรือโทยูเนียน ขึ้นมาเป็นประธานแทน ผู้ช่วยเลขาก็ได้เป็นเลขาศูนย์ฯ ตั้งแต่บัดนั้น บทบาทในการทำงานเพื่อสังคมของเรือโทยูเนียน มีอีกหลายด้าน เคยพาผู้เขียนเข้าไปทำงานกับมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช ที่ท้องสนามหลวง ชักชวนเข้าไปทำงานในสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนบางกะปิ ก็คงจะเป็นประเด็นนี้แหละครับที่เป็นบทบาทสุดท้ายของท่าน ที่จะต้องจากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ โดยเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๕ ขณะเรือโทยูเนียน แพทย์ประทุมกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่บริเวณหน้าบ้าน ในบ้านอาคารสงเคราะห์หลังสำนักงานที่ดินเขตบางกะปิ เสียงปืนก็แผดดังขึ้น หลายนัด ส่งผลให้นักสังคมสงเคราะห์ นักต่อสู้ นักจัดกิจกรรมในชุมชน นักการเมืองท้องถิ่นที่ชื่อ เรือโทยูเนียน แพทย์ประทุม ก็จบชีวิตลงอย่างปริศนา หลายต่อหลายฝ่ายคาดการว่าน่าจะเป็นเรื่องเดียวเท่านั้นที่มีน้ำหนักถึงกับฆ่าแกงกัน นั่นก็คือ การตรวจสอบการคอร์รัปชั่นในโครงการก่อสร้างอาคารเรียน ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเขตบางกะปิที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ และพบสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลและกำลังจะขุดคุ้ยต่อไป และแล้วศูนย์ชุมชนคลองจั่นก็ต้องสูญเสียบุคลากรดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย ต่อจากนั้น พ.ท.จรูญ วิมลนันทน์ รองประธานศูนย์ ก็รับหน้าเสื่อมาเป็นประธานแทนต่อ โดยมีผู้เขียนเป็นเลขาคู่ใจมาโดยตลอด ๓ สมัยๆ ละ ๒ ปี ประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๕ ทางการเคหะแห่งชาติ ก็รุกคืบขอพื้นที่สำนักงานศูนย์คืนต่อไปอีกรอบหนึ่งครั้งนี้ได้ต่อรองให้ทางศูนย์ย้ายออกจากรั้วของการเคหะแห่งชาติ โดยให้มาอยู่บริเวณใต้ถุนอาคารแฟลต ๑๗ ซึ่งดูๆ แล้วก็กว้างขวางกว่าเดิม แต่ดีหน่อยที่การเคหะได้ต่อเติมให้บางส่วนแล้ว จากนั้นพวกเรา ก็เป็นศูนย์อพยพ ภายใต้ชื่อศูนย์ชุมชนคลองจั่น ก็มาอยู่ที่ใต้อาคารแฟลต ๑๗  คลองจั่น โดยมีหัวหน้า สช. ที่ชื่อ คุณประมูล  เหมทานนท์ ช่วยดูแลประสานงานเป็นต้นมา เมื่อห้องกว้างขวาง ก็ริเริ่มทำกิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนขึ้น โดยผู้มีหัวหน้าศูนย์ ที่ชื่อ คุณมาลิน  ขัมพานนท์ และผู้ช่วย ที่ชื่อ คุณเพ็ญพรรณ  ใจดี (คุณตู่) ไปดูงานเลี้ยงเด็กแห่งอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นต้นแบบ นับต่อแต่นั้นเป็นต้นมาเราก็เริ่มรับสมัครเด็กเข้าโครงการตั้งแต่ ๑๐ คนแรก ในขณะนั้น โดยเก็บค่าบริการเป็นรายวันๆ ๘ บาท ครูยังไม่มี ก็มีแต่ครูตู่ กับครูพูนสุข ถ้าจดจำไม่ผิด อยู่ๆมา วันหนึ่งมีเงินโอนจากต่างประเทศเข้ามาในบัญชีของศูนย์ จำนวน ๘ หมื่นบาท จากการตรวจสอบแบบ งงๆ ว่ามันไปอย่างไงมาอย่างไง ปรากฏว่าต้นเรื่องริเริ่มสมัย เรือโทยูเนียน แพทย์ประทุม ร่วมกับคุณขนิษฐา เทวินทรภักติ(เจ้าหน้าที่
กรมในขณะนั้น)ท่านได้เขียนโครงการไปขอรับทุนไปยัง สภาคาทอลิคเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศเยอรมันนี เมืองเอ๊กซ์เฮน ตรงนี้แหละที่จุดประกายของการเริ่มคิดสร้างอาคารศูนย์บริการชุมชนคลองจั่น และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนคลองจั่นขึ้น และประกอบกับในขณะนั้นผู้เขียนเองก็ได้ผันตนเองไปช่วยเหลือนักการเมือง โดยไปทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส.ส.คอยติดตามประสานงานให้กับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ชื่อว่าดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ส.ส.หนึ่งเดียวขณะนั้นในเขต ๗ ประกอบด้วยเขตบางกะปิ มีนบุรีและหนองจอก เขตกว้างขวางใหญ่โตมโหฬารมาก เริ่มตั้งแต่ปากทางลาดพร้าวไปจนถึงหนองจอก ผู้เขียนก็เริ่มเห็นช่องทางในการเตรียมการก่อสร้างอาคารหลังแรก โดยที่มีเงินอยู่ ๘ หมื่นบาท บวกกับเงินทุนศูนย์อีกจำนวนหนึ่งรวมแล้วประมาณ 2 แสนบาท ในขณะนั้นกิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กก็เริ่มจะมีคนนิยมมากขึ้น จากเด็ก ๑๐ คนแรก มาเป็น ๕๐ คน และสถานที่เริ่มไม่พอให้บริการ ในช่วงดังกล่าวภายใต้การนำของท่านประธาน พ.ท.จรูญ  วิมลนันทน์ ก็มอบหมายให้ผู้เขียนลุยเต็มที ก็เป็นความโชคดีอีกนั่นแหละที่ ดร.ศุภชัย ท่านได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ติดตามก็เลยเข้าลักษณะ "บารมีนายมา..ศรัทธาก็เริ่มเกิด"  ทางศูนย์ก็ทำหนังสือขอใช้ที่ดินบริเวณที่ศูนย์ก่อตั้งนี่แหละเพื่อขอจัดสร้างเป็นศูนย์บริการชุมชนและศูนย์พัฒนาเด็ก แรกๆ ก็ทำท่าจะเหลวเป๋วเหมือนกัน เพราะการเคหะเขาไม่อยากให้ใช้ ประกอบกับชาวแฟลต ๑๗ ที่เราอาศัยเขาอยู่ใต้ถุนอาคารก็จะผลักดันให้เราออกไปอยู่ที่อื่นเหมือนกัน เพราะเด็กเยอะเสียงดังสิ..รบกวนชาวบ้านเขา  ก็ได้ไปปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านในการเคหะให้ช่วยเหลือ(สรุปคือวิ่งเต้นล๊อบบี้)ผู้ใหญ่เหล่านั้น ขออนุญาตเอ่ยนาม เริ่มตั้งแต่ คุณประมูล เหมทานนท์ หัวหน้า สช.คลองจั่น ในขณะนั้น คุณประเสริฐ สุทธะสุริยะ ตำแหน่งท่านขณะนั้นจำไม่ได้แล้ว แต่ใหญ่โตพอสมควร และอีกท่านหนึ่งก็คือ คุณประสิทธิ์ เผือกขาวผ่อง อดีตรองผู้ว่า กคช.ที่เอ่ยนามมานี้เกษียณไปหมดแล้ว (ก็เลยใช้แผนลับลวงพราง)นัดบุคคลเหล่านี้ทานข้าวกับ ส.ส.ของเราสิ กดดันแกมขอร้อง จนทางการเคหะแห่งชาติอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวได้ แต่กว่าจะได้สัญญาออกมาก็เกือบท้อ เพราะสัญญาเคหะให้ใช้เป็นปีๆ ทางกรมประชาสงเคราะห์ก็รับเงื่อนไขไม่ได้ ไม่สามารถลงนามกันได้  เอาไงกัน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็เลยเตรียมลงมือก่อสร้างไปก่อน แบบก็เขียนไปด้วย สัญญาก็พยายามขอแก้ไขกันไป  และการออกแบบเขียนแบบก็เกิดขึ้นโดย คุณณรงค์  ศรีดวงใจ (เสียชีวิต)ซึ่งเป็นน้องเมียคุณนิวัตร พัฒนศักดิ์สุธี(เสียชีวิต)เป็นผู้เขียนแบบ วางศิลาฤกษ์ ก็ทำไปด้วย โดยรัฐมนตรีช่วยคลัง ก็ ดร.ศุภชัย  พานิชภักดิ์  นี่แหละเป็นประธานให้  ได้ผู้รับเหมาก่อสร้างก็แสนใจดี ขอเอ่ยนาม ชื่อคุณพนม เล็กตระกูล  ก็บอกคุณพนมไปตรงๆ ว่าทางเรามีเงินประมาณ ๓ แสนเท่านั้นนะ อย่างไงขอให้ช่วยสร้างให้แล้วเสร็จ ขาดเหลือเท่าไหร่จะขอผ่อนชำระเป็นงวดๆ เอาละสิ...พอเริ่มก่อสร้างปัญหาก็ตามมาเพียบเลยละ ทั้งการเงิน ทั้งวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างที่เรารับปากว่าจะจัดหามาให้กับผู้รับเหมา กล่าวคือ วัสดุบางอย่างตัดออกรายการมาเลยว่าสิ่งเหล่านี้เราจะหามาให้ โดยขอให้หักออกจากค่าก่อสร้าง ดูทำกันสิ...เดือดร้อนสิ..เริ่มจากเดินสายขอบริจาควัสดุก่อสร้าง ฟรี บางครั้งก็อ้างเอาบารมีเจ้านายเสริมบ้าง  วิ่งกันอยู่สองคนกับ  คุณนิวัตร ขณะนั้น กรรมการท่านอื่นๆ ก็คอยให้กำลังใจ เริ่มจากไปขอกระเบื้องมุงหลังคามาจากกระเบื้องโอฬารตราลูกโลก ให้มาเยอะแยะ สีได้จากบริษัท ทีโอเอ จำกัด กระเบื้องปูพื้นโมเสกขอจากปูนซีเมนต์ไทย ให้มาเยอะอีก เพราะมันเป็นเกรดซี  ต้องไปขนเอาที่โรงงานปากช่อง สนุกมากในช่วงนั้น เหนื่อยสุดๆ สร้างเสร็จไม่มีรั้วครับ ต้องขอให้ผู้รับเหมาสร้างรั้วให้ด้วย บางครั้งคุณพนม ผู้รับเหมาเงินขาดมือ ก็วิ่งไปขายลดเช็คให้ผู้รับเหมาอีก อาศัยว่าขณะนั้น ผู้เขียนทำงานธนาคารอยู่ด้วย ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีครับใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน การก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ เป็นหนี้ผู้รับเหมาอยู่ ๘ แสนบาท ก็เลยต้องรวมตัวของกรรมการทั้งหมดไปเป็นลูกหนี้ ไปขอกู้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น (ตอนนั้นคุณศุภชัย  ศรีศุภอักษร ประธานสหกรณ์ ก็คอยช่วยเหลืออยู่) เพื่อจะเอามาจ่ายให้กับผู้รับเหมา ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็เลยขอกู้มา ๑ ล้านบาท ก็แล้วกัน(คิดอยู่อย่างเดียวตอนนั้นว่าไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดละ)อีก ๒ แสน เอามาเตรียมการเป็นค่าใช้จ่ายในการเปิดป้ายอาคาร
       
       ภาค ๒ การเตรียมการเปิดป้ายอาคารเรียน เมื่ออาคารเรียนสำเร็จเรียบร้อย และเด็กๆ ก็ย้ายเข้ามาเรียนแล้ว ได้หารือกับคณะกรรมการ และหัวหน้าศูนย์ในขณะนั้นคือ(คุณมาลิน ขัมพานนท์)ว่าเราน่าจะกราบบังคมทูลเชิญ
พระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาฯ กับพระเจ้าหลานเธอ ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าหลานเธอยังทรงพระเยาว์มาก(กำลังน่ารัก)นำเสนอไปยังส่วนงานสายบังคับบัญชา(กรมประชาสงเคราะห์)ก็กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ผู้ที่จะสามารถกราบทูลเชิญได้จะต้องระดับอธิบดีกรมโน้น และจะต้องแบบเป็นทางราชการที่กำหนดด้วย เป็นเรื่อง..เอ้า..ไหนๆ ก็ไหนๆ ละก็ลองทำหนังสือจากศูนย์โดยตรง โดยประธานศูนย์นั่นแหละลงนาม ผู้เขียนเป็นผู้ยกร่างหนังสือเสร็จแล้วก็เกิดความไม่แน่ใจว่าจะใช้ภาษาเหมาะสมถูกต้องหรือเปล่า ก็ต้องนำไปหารือกับผู้รู้(กูรู) หลายท่านเอาละทีนี้ก็ไปกันใหญ่วิพากษ์วิจารณ์กันไปคนละทิศละทาง แหละแล้วก็ตัดสินใจเอาจนเสร็จตามแนวคิดของตนเองนี้แหละนะ ประชาชนธรรมดาๆ อย่างเรานี้แหละเป็นผู้ทำเรื่องกราบทูลเชิญเสด็จ น่าจะเป็นธรรมชาติกว่า และก็จัดทำแฟ้มภาพประมวลเหตุการณ์ต่างๆ ของชุมชน ของกิจกรรมศูนย์ฯ จัดส่งไปด้วย ๑ แฟ้มใหญ่ ก็ผู้เขียนกับคุณนิวัตร อีกนั่นแหละที่อาสานำหนังสือไปส่งที่สำนักราชเลขาธิการ ที่พระบรมมหาราชวัง(ด้านหลังวัดพระแก้ว) จำได้แม่นยำมากก้าวแรกไปพบเจ้าหน้าที่ ท่านถามเหตุผลในการกราบทูลเชิญเสด็จแล้ว เจ้าหน้าที่มองเราเหมือนไม่ค่อยจะเชื่อถืออะไรทำนองนั้น ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาผ่านไปประมาณ ๒ อาทิตย์น่าจะได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลเชิญผู้เขียนไปพบสอบถามความเป็นมาของศูนย์ฯ โดยเฉพาะประเด็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากสภาคาทอลิคแห่งประเทศเยอรมันนีว่าไปอย่างไง มาอย่างไง ผู้เขียนก็เว้าไปตามที่เคยลำดับไว้แต่ต้นนั่นแหละ จากนั้นก็ 1 อาทิตย์ให้หลัง มีผู้นำหมายมาแจ้งให้ทราบว่าความทราบถึงฝ่าพระบาทแล้ว พระองค์เจ้าโสมฯ และพระเจ้าหลานเธอจะทรงเสด็จมาเปิดป้ายอาคาร และเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๐ โชโย..ดีใจสุดขีดและตื่นเต้นมากๆ สับสนไปหมดไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไงดีเพราะมีเวลาเตรียมการ เพียง๒ อาทิตย์เท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเชิญไปพบเพื่อปรึกษาหารือสรุปแล้ว..ชาวบ้านจริงๆ ครับท่าน.. ไม่มีประสบการณ์อะไรเลยไม่มีวัสดุอุปกรณ์ แม้แต่เต้นท์สักหลังก็ไม่มี (เป็นเรื่อง) ทางเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เลยแนะนำว่า งั้นก็ให้ไปหารือกับ...รู้สึกว่าจะเป็นกองอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับพระราชพิธีนี่แหละ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรมโยธาธิการ หัวมุมถนนผ่านฟ้า (โล่งอกครับ)ทุกอย่างใกล้ความจริงแล้วครับท่าน หน่วยงานนี้ขีดเส้นตีกรอบมาให้หมดทุกเรื่อง และเรื่องที่เราจะต้องทำมีอะไรบ้างท่านก็จัดแจงแจ้งแถลงให้เรียบร้อยทุกประเด็น(มืออาชีพจริงๆ)ทางเจ้าหน้าที่แนะนำให้ออกหนังสือเรียนเชิญหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวของในเขตบางกะปิมาประชุมให้หมด เพื่อรับทราบและเตรียมการรับเสด็จ และกำหนดเส้นทางเสด็จ ทางเจ้าหน้าที่ก็มาร่วมประชุมด้วย ทุกอย่างก็เป็นจริงดั่งคาดความร่วมมือจากส่วนราชการต่างๆ หลั่งไหลมาอย่างมากมาย จะเอาอะไรบอกมาได้หมด..เท่จริงๆ ปัญหาก็มีมาอีกหลายประเด็น เช่นผู้ที่จะเข้าเฝ้ารับเสด็จ และประสงค์จะบริจาคเงินทอง เราก็จะต้องเตรียมทำโล่ห์ ทำเข็ม (เข็ม ส.ส.) ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของพระองค์เจ้าโสมฯ ซึ่งท่านทรงอนุญาตให้ใช้ได้ เพื่อเตรียมมอบให้กับผู้เข้าเฝ้า ปัญหาก็คือสั่งทำไม่ทันครับท่าน เวลาก็จำกัด ไปเดินสอบถามแถวๆ เสาชิงช้า ที่เป็นแหล่งผลิตและจำหน่าย ร้านแล้วร้านเล่า โอ้พระแม่เจ้าบุญของพวกเราจริงๆ มีอยู่ร้านๆ หนึ่ง จำชื่อไม่ได้แล้วว่าชื่อร้านอะไร อาสารับทำให้ได้ และทันตามกำหนดแน่นอนโล่งอกไปอีกละ..จนลืมต่อรองราคาด้วยสิ ก่อนถึงวันเสด็จ ๒ วัน ทุกอย่างสัมฤทธิ์ผลตามหวังจริงๆ  ทุกหน่วยงานในพื้นที่เขตบางกะปิ รวมทั้งการเคหะแห่งชาติ ให้ความร่วมมือย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะ หน่วยงานที่มาดำเนินการให้(กรมโยธาธิการ) เนรมิตได้ทุกอย่างจริงๆ ต้นไม้ เต้นท์ ธงทิว ธงสัญลักษณ์ โต๊ะที่ประทับ เต้นท์ผู้เข้าเฝ้ารับเสด็จ ทุกอย่างลงตัวหมด เหลือแต่ไปเรียนเชิญรัฐมนตรีมาเป็นประธานกล่าวถวายรายงาน เท่านั้นปรากฏว่ารัฐมนตรีเป้าหมายที่เตรียมการไว้ในใจก็คือ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์  ซึ่งเป็นเจ้านายโดยตรงที่เราพอจะพูดคุยกับท่านได้ เพราะท่านรับทราบเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด และท่านเป็น ส.ส.เขตพื้นที่ด้วย  ท่านก็ไม่อยู่เสียอีก ท่านมีราชการไปต่างประเทศในช่วงนั้นพอดิบพอดี เอาไงดี ละ ไปปรึกษาท่านรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย(ท่านไสว พัฒนโน) ท่านก็แสนดีบอกว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวประชาธิปัตย์จัดให้ จึงได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่กำกับดูแลกรมประชาสงเคราะห์ ในขณะนั้น มาเป็นประธานให้ (รัฐมนตรีวิชิต แสงทอง)และแล้ววันสำคัญก็มาถึงพวกเราคณะกรรมการศูนย์ฯ ยังจำได้ดีว่าทุกคนแต่งตัวในชุดหล่อที่สุดเพราะเราตัดกันใหม่เอี่ยม เป็นชุดพระราชทานคอปิด สีไข่ไก่ กางเกงสีดำตัดกันที่ร้าน เด่นแชมป์สูตรแห่งประเทศไทย ราคาตัวละ ๖๐๐ บาท พวกเรายืนรอรับเสด็จอยู่ทางเข้าศูนย์ด้านแฟลต ๑๕ ผู้เขียนเองก็ตัวเล็กกว่าเพื่อนยืนอยู่แถวหลังสุดท้ายด้วย ..ดูๆ คนจัดแถวสิ (คนของสำนักพระราชวังเป็นผู้จัดแถว)ช่างไม่รู้หรือไงว่าใครเป็นหมู่เป็นจ่า ชะเง้อชะแง้ดูผลงานของตนเองจนคอยาวเป็นห่านไปเลย ในงานนี้ทุกอย่างผ่านไปด้วยความเรียบร้อยมีผู้คนมาจำนวนมากมายเหลือเกินแน่นไปหมด และผู้เขียนก็มีโอกาสได้ถวายรายงานกับพระองค์เจ้าโสมฯ ๒-๓ ประโยคในขณะที่พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมชมในอาคารเรียน และในวันดังกล่าวพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาฯ ไม่ได้เสด็จตามหมาย พระองค์เจ้าโสมฯ ทรงบอกว่าพระพระเจ้าหลานเธอติดเรียนมาไม่ได้ ของที่เตรียมถวาย(ตุ๊กตาหมีขนาดใหญ่)ก็เลยถวายฝากพระองค์เจ้าโสมฯ ไปด้วย ในวันดังกล่าวพวกเราคณะกรรมการทุกท่านได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด พร้อมรับพระราชทาน เข็ม ส.ส. และยังมีผู้แทนบริษัทห้างร้านที่บริจาคอุปกรณ์เกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น สีทีโอเอ กระเบื้องโอฬาร ปูนซีเมนต์ไทย ก็มีโอกาสเข้าเฝ้ารับโล่ห์รับเข็มด้วยเช่นกัน และในวันดังกล่าวยังมีผู้บริจาคเงินที่ได้ยื่นให้กับพระหัตถ์ท่านโดยตรง ได้เงินจำนวนอีกหลายหมื่นบาท พระองค์ท่านก็ทรงถวายคืนให้กับทางศูนย์ฯ ทั้งหมด

      
       เสร็จจากงานรับเสด็จในการเปิดป้ายอาคารเรียนเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็มีความสุขอิ่มเอมใจไปตามๆกัน เหนื่อยก็เหนื่อย สุขก็สุข ทุกข์ก็ทุกข์ แต่ก็ภูมิใจในผลงานที่พวกเราได้ทำงาน เพราะเป็นงานชาวบ้านๆ อีกทั้งยังได้รับคำชมเชยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพระราชวังว่าจัดถวายการต้อนรับได้สมพระเกียรติยิ่งนัก หลังจากนั้นมาอีก ๑ อาทิตย์ให้หลัง ได้รับการว่างบิลค่าใช้จ่ายจาก กรมโยธาธิการ(เป็นหน่วยงานหนึ่ง) โดยแจ้งยอดค่าใช้จ่ายในการเตรียมการรับเสด็จ จำนวน ๖ หมื่นกว่าบาท อุ้ยย้า...ก็นึกว่ามาช่วยฟรี..เห็นไหมละ ก็บอกแล้วไงว่าของฟรีไม่มีในโลก ก็ยังโชคดีนะที่เราพอมีเงินเหลือจ่ายให้ได้ ถัดมาอีก ๑ ปี ทางสำนักนายกรัฐมนตรี มีหมายแจ้งว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีกำหนดการมาเยี่ยมการเคหะแห่งชาติและมาเยี่ยมที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนคลองจั่นด้วย ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๓๑  โดยการเชิญของ พณฯ รมช.ศุภชัย พานิชภักดิ์ แต่ก็น่าเสียดายในวันที่ท่านนายกมาเยี่ยมที่ศูนย์  พณฯ ศุภชัยติดราชการที่ต่างประเทศ  และได้รับคำชมจากท่านนายกฯ ว่า "ดูแลเด็กได้ดีมาก"ขอให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ชุมชนต่อไป ก็คงจบภาค การเปิดอาคารเรียนไว้เพียงเท่านี้
     
      ภาค ๓ เมื่ออาคารเดิมคับแคบ เด็กเยอะ(เงินก็พอมี)ก็ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เตรียมขยายอาคารเพิ่มใหม่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โครงการในเฟสที่ ๒ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๔ ในขณะนั้นมีคุณเฉลิมพล อินทรมูล เป็นประธานศูนย์ฯ ผู้เขียนก็เป็นเลขานุการศูนย์ฯ เช่นเดิมและทำหน้าที่ กำกับดูแลกิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กเต็มรูปแบบ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย บุคคลภายนอกที่เราเชิญมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อเตรียมการก่อสร้างอาคารศูนย์ฯ เช่นคุณสุบรรณ เวชวิรุฬห์(คุณปิ๋ว) น้องเขย คุณเฉลิมพล อินทรมูล ประธานศูนย์ฯ เป็นผู้ออกแบบอาคาร (Model) ผู้เขียนแบบคือคุณอาทิตย์ สานนท์ และวิศวกรผู้รับรองแบบและควบคุมการก่อสร้างคือ คุณศิริพงษ์ สีเที่ยงธรรม (คุณเหน่ง)ลูกเขยคุณเฉลิมพล อินทรมูล ชนิดแบบคนในครอบครัวคุณเฉลิมพล อินทรมูล เสียส่วนใหญ่ ทั้งนี้เพื่อการประหยัดต้นทุน เพราะเราไม่มีค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ ต้องขอบคุณครอบครัวคุณเฉลิมพล  อินทรมูล และทุกท่านที่เอ่ยนาม แล้วเราก็กำหนดแบบการก่อสร้างให้เชื่อมต่อกับอาคารเดิมโดยขยายออกมาด้านข้างหันหน้าไปทางแฟลต ๑๕ ตามพื้นที่ดิน เมื่อก่อนสำนักงานศูนย์หันหน้าออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นว่าป้ายเดิมยังมีอยู่ แล้วกำหนดเป็นอาคาร ๒ ชั้นแบบมีดาดฟ้า จำนวน ๔ ห้องเรียน และห้องเอนกประสงค์ขนาดเล็ก อีก ๕ ห้อง บริษัทผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำการก่อสร้าง คือ บริษัทโฮมสแตนดาร์ด ดีแวลอปเม้นท์  จำกัด  บริษัทของ คุณบุญลือ วงษ์พรเพ็ญภาพ ที่ปรึกษาศูนย์ฯ อีกนั่นแหละ เพราะอย่างไงๆ เราก็ต้องขอร้องให้บริษัทสร้างให้แล้วเสร็จ เพราะเรารู้ปัญหามาแต่แรกแล้วว่า บั้นปลายเราคงไม่มีเงินเพียงพอจ่ายให้กับผู้รับเหมาอยู่ดี บุคคลภายนอกอาจจะมองเราว่าเล่นพรรคเล่นพวก มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า แต่ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ทุกคนทำด้วยใจบริสุทธิ์ใจ เพราะงบประมาณที่เราพอจะมีอยู่ตอนนั้นประมาณ ๓ ล้านบาท แต่การก่อสร้างเราต้องใช้งบประมาณถึง ๕ ล้าน อุปสรรคปัญหามีมาตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาตทำการปลูกสร้างแล้ว เพราะที่ดินที่ทางการเคหะแห่งชาติ อนุญาตให้ใช้แต่เดิมนั้นมีไม่เพียงพอ เราออกแบบอาคารกินเข้าไปในที่ดินของการเคหะแห่งชาติ จนไปคล่อมเข้ากับท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดินของชุมชน  ต้องทำการขออนุญาตใช้พื้นที่ดินบริเวณดังกล่าวเพิ่มจากการเคหะอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ  ก็ย่อมเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าการขอของฟรีๆ คงไม่ใช้เรื่องที่ได้มาโดยง่ายแน่ๆ  ต้องใช้กำลังภายในพอสมควรกว่าจะผ่านจุดนี้ไปได้ จนสุดท้ายจะเห็นได้ว่าท่อระบายใต้น้ำดินอยู่ในรั้วของอาคารจนถึงปัจจุบัน เริ่มการก่อสร้างประมาณกลางปี ๒๕๔๔ ไปเสร็จเอาประมาณต้นปี ๒๕๔๕ เงินไม่พอจ่ายให้กับ ผู้รับเมาเช่นเคย รั้วก็ไม่มี ต้นไม้ สวน และสนามเด็กเล่นก็ไม่มี ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เราต้องตัดใจขอกู้เงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น อีกครั้ง จำนวน ๒ ล้านบาท กรรมการทุกท่านในขณะนั้นต้องมาเซ็นกู้ร่วมกันหมด เอาเป็นว่าอาคารส่วนต่อในเฟส ๒ นี้ ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากที่ใดเลยของเราล้วนๆ  บวกด้วย กู้เขามาบางส่วน แต่ตอนนี้ก็เป็นไทยแล้วครับ เพียง ๒ ปี เราก็ผ่อนชำระหนี้สินจนครบถ้วนสมบูรณ์  เราก็ได้อาคารที่กว้างขวางเพียงพอที่จะรองรับเด็กๆ นักเรียนได้ถึง ปีละ ๓๐๐ คน ปัจจุบันคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการชุมชนคลองจั่น และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนคลองจั่น เป็นคณะกรรมการชุดที่ ๑๓ บริหารงานระหว่างปี ๒๕๔๙-๒๕๕๓ จำนวน ๑๘ คน เสียชีวิตไป ๑ คน (คุณบัณฑิต ลำยอง)มีคณะครูและเจ้าหน้าที่ๆ รับเงินเดือนจากทางศูนย์ฯ จำนวน ๑๗ คน ในแต่ละเดือนเราจะต้องมีรายจ่ายในหมวดของเงินเดือนของลูกจ้าง จำนวนหนึ่งแสนสามหมื่นกว่าบาท  ด้านสวัสดิการจัดให้มีประกันสังคม จัดตั้งกองทุนเงินสะสม และมีสวัสดิการในการกู้ยืมให้ นับเป็นภาระหนักสำหรับการบริหารงานศูนย์ฯ ที่เราไม่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐเลย ต่อไปในสภาวะที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยข้าวยากหมากแพง ค่าแรงเพิ่ม ข้าวของขึ้นราคา แต่การบริหารจัดการกับเด็กจำนวนกว่า ๓๐๐ คน ในแต่ละเดือนแต่ละปีนั้นจำเป็นจะต้องรอบครอบ รัดกุม ประหยัดเขียมในการใช้เงิน เพราะรายได้หลักของศูนย์ฯ มีเพียงด้านเดียวคือ เก็บค่าบริการรายเดือนจากเด็ก คนละ ๙๐๐ บาท /คน/เดือน เท่านั้น ขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ก็ทราบว่าจะมีการปรับโครงสร้างของส่วนงานราชการที่จะเข้ามากำกับดูแลกิจกรรมของศูนย์ฯ ดังนี้ กิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กจะไปขึ้นกับส่วนกองงานของ สำนักงานคุ้มคลองสวัสดิภาพหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กิจกรรมผู้สูงอายุก็จะไปขึ้นอีกส่วนงานหนึ่งเช่นกัน สรุปแล้วตัวศูนย์บริการชุมชนคลองจั่น ก็คงยังขึ้นตรงกับศูนย์คุ้มครองสวัสดิภาพชุมชน เขต ๗ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ท่านผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะมึนๆ งงๆ เช่นเดียวกับผู้เขียน  ว่าในอนาคตศูนย์แห่งนี้เป็นเช่นไร ตกลงหน่วยงานรองรัฐบาลไหนกันแน่ที่จะมากำกับดูแลพวกเรา หรือจะให้เป็นจ้าวไม่มีศาลต่อไปในอนาคต ทำให้ผู้เขียนมีแรงจูงใจที่จะเขียนอะไรไว้เป็นที่ระลึกไว้เป็นหลักฐานที่พอจะมีผู้คอยช่วยจดจำอยู่บ้าง ถึงแม้จะเป็นเพียงมุมมองของผู้เขียนเองก็ตาม การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้แต่เราก็หวังว่าการเปลี่ยนแปลงใดที่จะเกิดขึ้นต่อแต่นี้ไปจะต้องนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และพัฒนาถาวรตลอดไป คนเก่าๆ วัยชราภาพ ก็จะต้องค่อยๆ วางมือ-ล้าและถอยออกไปปล่อยโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาช่วยกันบริหารจัดการ แต่ก็ใช่ว่าเราจะหาได้ง่ายๆ สำหรับคนที่จะรอบรู้ เสียสละ อุทิศตน สนใจ - เข้าใจ - เข้าถึง  ขององค์กรนี้ได้เท่าพวกเรา ดังนั้นผู้เขียนเองจึงมีแนวคิดที่นำเสนอต่อคณะกรรมการชุดปัจจุบันว่า เพื่อวางหลักเกณฑ์สำหรับการบริหารจัดการสำรับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนคลองจั่น ที่นับวันจะ โตขึ้นๆ เราควรจัดตั้งเป็น มูลนิธิศูนย์พัฒนาเด็กคลองจั่น ขึ้น เพื่อมากำกับดูแลกิจกรรมของศูนย์แห่งนี้ต่อไป เพราะในสภาพปัจจุบันศูนย์แห่งนี้มิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เป็นเพียงส่วนงานหนึ่งของทางราชการที่บริหารโดยภาคประชาชน ที่อาสาสมัครเข้ามาทำงานเพื่อช่วยเหลือเท่านั้น และโดยไม่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนใดๆ ก็น่าจะใกล้ความเป็นจริงแล้วในเรื่องของมูลนิธิ ผู้เขียนเองต้องขอบคุณคณะกรรมการผู้อาวุโสทุกท่าน(ส่วนใหญ่ก็จะอาวุโสกว่าผู้เขียนอยู่แล้ว)ที่ได้ไว้วางใจให้กับผู้เขียนมาช่วยบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ ให้เกียรติอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจก็คือ คำว่า "ความเชื่อใจ และความไว้วางใจ" ระหว่างกันสิ่งนี้แหละที่เป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้เขียนตลอดมา และนับต่อแต่นี้ไปเมื่อกิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กเริ่มจะไปได้ดีแล้ว ผู้เขียนเองก็จะหันกลับมาส่งเสริมในกิจกรรมของผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมการที่จะทำการก่อสร้างอาคารศูนย์ให้บริการผู้สูงอายุ บนที่ดินที่ติดกับศูนย์พัฒนาเด็ก ก็มาจากการพลักดันของคณะกรรมการชุดนี้แหละที่ได้จุดประกาย โดยการสนับสนุนงบแปรญัตติจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์(อดีตรัฐมนตรี และ ส.ส.ในเขตพื้นที่)ที่มอบหมายให้การเคหะแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างให้ และเมื่ออาคารดังกล่าวแล้วเสร็จพวกเราจะได้มาคิด มาทำอะไรดีๆ ใหม่ๆ เพื่อผู้สูงอายุในชุมชนของเราต่อไป ซึ่งนับวันก็จะมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนเองก็เหลืออีกไม่เท่าไหร่ก็จะถึงคิวผู้สูงวัยเช่นกัน  ผู้เขียนต้องขอขอบพระคุณทุกส่วน ฝ่าย และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่มีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนกับศูนย์ฯ แห่งนี้ตลอดมา ทั้งที่ได้เอยนามไว้ในบันทึกฉบับนี้ และไม่ได้เอ่ยนาม หากมีการบันทึกคลาดเคลื่อนไปจากที่ผู้เขียนได้เขียนไว้นี้ก็ขอให้แจ้งแก้ไขปรับปรุงได้ ขอบคุณทุกท่านที่ได้พยายามอ่านจนจบ..ขอบคุณและสวัสดีครับ...

 

 ทำเนียบประธานศูนย์
 
Online:  2
Visits:  178,903
Today:  36
PageView/Month:  2,397